General

ที่มา  http://mamycenter.com/index.php?option=com_wrapper&view=wrapper&Itemid=150  

ต้องขอบคุณพี่ปอ ผู้  provide  content  อันนี้ คุณ atom ผู้จุดประกายกระทู้ และแม่ๆ คนอื่นที่ร่วมแสดงความคิดเห็น มา ณ ที่นี้ 

 
 
 
 
 จากมุมมองของสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจ และสังคมแห่งชาติได้ระบุไว้เกี่ยวกับปัญหาที่บั่นทอนศักยภาพของเด็ก และเยาวชนไทยในปัจจุบันมีด้วยกัน 5 ด้านได้แก่ ด้านความฉลาด โดยเฉพาะความฉลาดทางด้านอารมณ์ (EQ) ที่มีปัญหา เด็กเริ่มมีการใช้ความรุนแรง รังแก เพื่อน ทำร้ายสัตว์ ขณะที่ความฉลาดทางด้านสติปัญญา หรือ IQ นั้นก็พบว่า เด็กยิ่งโต ก็ยิ่งมีไอคิวลดลง

ประเด็นที่สองเป็นเรื่องปัญหาทางด้านโภชนาการ เด็กบริโภคอาหารสำเร็จรูป และฟาสต์ฟู้ดมากขึ้น ทำให้ร่างกายได้รับน้ำตาล - เกลือ - แป้งขัดขาว - ไขมัน มากเกินความต้องการ และนำมา ซึ่งปัญหาทางสุขภาพ ขณะเดียวกัน ก็ยังมีเด็กที่ขาดแคลน และประสบปัญหาภาวะโภชนาการขาด ไม่ว่าจะมาจากปัญหาความยากจน หรือการไม่มีผู้ปกครองดูแลเอาใจใส่อยู่ด้วยเช่นกัน

ประเด็นที่สามได้แก่ปัญหาคุณภาพทางการศึกษา ซึ่งผลสัมฤทธิ์ทางการศึกษาใน 4 วิชาหลัก ได้แก่ ภาษาไทย ภาษาอังกฤษ คณิตศาสตร์ และวิทยาศาสตร์ต่ำกว่าร้อยละ 50 มาโดยตลอด ขณะที่โรงเรียนที่มีคุณภาพยังมีครูเพียง 1 ใน 3 ที่มีวุฒิการศึกษาตรงกับวิชาที่สอน ส่วนโรงเรียนในพื้นที่ห่างไกลนั้น ต้องขาดแคลนครูมาตลอด

ประเด็นที่สี่เป็นปัญหาเด็กด้อยโอกาสที่เพิ่มมากขึ้น เด็กเร่ร่อน และถูกทอดทิ้งเพิ่มขึ้นจากราว 35 คน ต่อแสนคน เป็น 49 คนต่อแสนคน ซึ่งเด็กเหล่านี้มีความเสี่ยงต่อการกระทำความผิดสูง นอกจากนั้น เด็กในสถานพินิจฯ เพิ่มขึ้นจากประมาณ 36,000 คนในปี 2548 เป็น 48,000 คนในปี 2549 โดยความผิดที่เด็กสร้างขึ้นมักเกี่ยวกับทรัพย์สิน และยาเสพติด

ประเด็นสุดท้าย ซึ่งถือเป็นสิ่งที่วิกฤตมากที่สุดคือเรื่องของค่านิยม คุณธรรม จริยธรรม และพฤติกรรมเสี่ยง เด็ก ๆ มีเพศสัมพันธ์ก่อนวัยอันควร นิยมใช้สินค้าฟุ่มเฟือย มั่วสุมอบายมุข แต่งกายไม่เหมาะสม ซึ่งมีสาเหตุสำคัญมาจากครอบครัวขาดความอบอุ่น ความเชื่อความศรัทธาเกี่ยวกับครอบครัวของวัยรุ่นมีน้อยลง ประกอบกับได้รับการกระตุ้นจากสื่อที่ไม่เหมาะสม

จากปัญหาทั้ง 5 ข้อนี้ จะเห็นได้ว่าทุกข้อนั้น เป็นสิ่งที่สำคัญเร่งด่วน และต้องหาทางแก้ไข เพื่ออนาคตของประเทศชาติ ซึ่งศาสตราจารย์เกียรติคุณ แพทย์หญิงคุณสาคร ธนมิตต์ ที่ปรึกษาอาวุโส สถาบันวิจัยโภชนาการ มหาวิทยาลัยมหิดล หนึ่งในคณะทำงานของสถาบันส่งเสริมอัจฉริยภาพ และนวัตกรรมการเรียนรู้ (สสอน.) และหนึ่งในผู้ดูแลโครงการผลิตหนังสือ "เล่นตามรอยพระยุคลบาท" กล่าวให้สัมภาษณ์เป็นการพิเศษถึงแนวทางในการแก้ไขว่า

"หลายครั้งที่พ่อแม่ละเลยรูปแบบการเลี้ยงดูของบรรพบุรุษในอดีต หันไปนิยมของเล่นราคาแพง หรือการเรียนพิเศษ เพื่อพัฒนาอัจฉริยภาพของเด็ก แต่ต้องอย่าลืมว่า หัวใจสำคัญของการพัฒนาคือการส่งเสริมให้เด็กเล่นอย่างอิสรเสรี เล่นกับธรรมชาติ ให้เด็กได้มีปฏิสัมพันธ์กับธรรมชาติที่มีชีวิต ไม่ว่าจะเป็นพ่อแม่ ปู่ย่าตายาย"

"นอกจากนั้น เด็กต้องการสายใยรัก ถ้าเขาได้ดูดนมแม่ ความรักตรงนี้จะเป็นพลังที่แรงมาก พลังนี้เป็นตัวสร้างคุณธรรม จริยธรมในเด็กในเวลาต่อมา ถ้าเด็กได้รับความอบอุ่นนี้อย่างต่อเนื่องจนถึงช่วงวัย 6 เดือนแรกเขาจะมีความมั่นคงทางจิตใจมากกว่าเด็กที่ขาด และความมั่นคงทางจิตใจนั้นจะส่งผลต่อระดับคุณธรรมจริยธรรมของเขาเมื่อเติบโตขึ้น

อาหารสมองเติมได้ผ่านการ“เล่น”

การมองหาแนวทางในการพัฒนาศักยภาพของสมองเด็กเริ่มมีขึ้นอย่างต่อเนื่องในกลุ่มผู้ปกครองยุคใหม่ โดยหลังจากที่มีการเปิดเผยความลับอัจฉริยภาพของมนุษย์ที่แอบซ่อนอยู่ใต้อวัยวะที่มีชื่อว่า "สมอง" ออกมาอย่างต่อเนื่องนั้นจะพบว่า ด้วยจำนวนเซลล์ถึงหนึ่งแสนล้านเซลล์ หน่วยความจำ 280 ล้านล้านหน่วย สมองสามารถเรียนรู้ได้ตลอดชีวิต อีกทั้งในเชิงทฤษฎียังระบุไว้ด้วยว่า ด้วยความลับของสมองดังที่กล่าวมา มนุษย์มีศักยภาพมากพอที่จะเรียนรู้ภาษาทุกภาษาของทุกเผ่าพันธุ์ในโลก ซึ่งการเรียนรู้นี้จะเริ่มขึ้นตั้งแต่เด็กอยู่ในครรภ์มารดาประมาณ 7 เดือน

อย่างไรก็ดี การทำงานของสมองก็มีทั้งช่วงที่เปิด และปิด ซึ่งหากถูกปิดไปแล้วจะทำให้เด็กพลาดโอกาสในการเรียนรู้ไปได้ การจะทำให้สมองของเด็กเปิดออกสามารถเรียนรู้สิ่งต่าง ๆ ได้ต้องเข้าใจธรรมชาติของสมองส่วน "ลิมบิก" (Limbic system) ซึ่งเป็นสมองที่ควบคุมด้านอารมณ์ และเป็นสมองส่วนที่ใช้มากในวัยเด็ก

"ถ้าเด็กได้รับวาจาที่สร้างสรรค์ สัมผัสอบอุ่น สมองลิมปิกเขาจะเปิด แต่ถ้าเด็กถูกขู่เข็ญ ตำหนิ ทำโทษ เครียด สมองจะปิดทันที ถ้าผู้ปกครองไม่เข้าใจ ทำให้สมองเด็กปิดอยู่เรื่อย ก็จะเป็นผลร้ายกับพัฒนาการของเด็กในอนาคต คณะทำงานของโครงการหนังสือเล่นตามรอยพระยุคลบาท จึงไม่สงสัยเลยว่า พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงมีอัจฉริยภาพมากมาย เพราะทรงได้รับอาหารใจเต็มที่ อาหารกายก็เต็มที่ จากแนวทางการเล่นของพระองค์ท่าน สอดคล้องกับหลักการของ ฺBrain-based Learningหมดเลย (หลักการเรียนรู้ของสมองที่สอดคล้องกับการพัฒนาการด้านโครงสร้าง และการทำงานของสมอง) อีกทั้งการเล่นตามรอยพระยุคลบาทเป็นการเล่นที่แทบไม่ต้องลงทุนเรื่องเงิน หากแต่สอดคล้องกับธรรมชาติการพัฒนาของเด็ก ทั้งทางร่างกาย และจิตใจ "
 
 
ทั้งนี้ ของเล่นที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงเล่นเมื่อครั้งทรงพระเยาว์เป็นของเล่นที่มีตามธรรมชาติ เช่น ทราย ดิน ก้อนกรวด น้ำ ลม ต้นไม้ ใบไม้ ลูกมะพร้าว หรือสิ่งประดิษฐ์ของชาวบ้าน เช่น นกกระดาษ ปลาตะเพียนใบลาน ม้าก้านกล้วย รูปปั้นดินเหนียว สีเทียน สีน้ำ เศษผ้า กระดาษสี หรือของเล่นจำลองที่มีขายทั่วไป เช่น ตุ๊กตา จักรยาน เครื่องเล่นสนาม ฯลฯ

"อาจารย์ประเสริฐ บุญเกิด ซึ่งท่านเป็นหัวหน้าคณะทำงานได้เอ่ยตอนที่เราประชุมระดมสมองกันมาประโยคหนึ่งว่า ท่านวิเคราะห์ดูแล้ว สมเด็จพระมหิตลาธิเบศอดุลยเดชวิกรมพระบรมราชชนก และสมเด็จพระศรีพัชรินทราบรมราชชนนีทั้งสองพระองค์เป็น "พระปรมาจารย์ผู้บุกเบิก" นำองค์ความรู้เรื่องการพัฒนาสมองที่สอดคล้องกับหลักวิชาการเรื่อง Brain-based Learning มาใช้ในการเลี้ยงพระธิดา พระโอรสเมื่อ 60 ปีก่อนที่ผู้เชี่ยวชาญด้านสมอง และนักการศึกษาจะเริ่มสนใจค้นพบ และเข้าใจเรื่องของการพัฒนาสมองเสียอีก"

นอกจากนี้ อาจารย์สาครยังกล่าวถึงแนวทางของสมเด็จพระศรีพัชรินทราบรมราชชนนีเกี่ยวกับการอนุญาตให้พระโอรสพระธิดาทรงเล่นกับธรรมชาติกลางแจ้งเอาไว้ด้วยว่า

"บางคนรังเกียจว่าเด็กที่เจริญแล้วไม่เล่นกับดินกับทราย แต่สมเด็จย่าทรงให้พระโอรสพระธิดาทุกพระองค์เล่นกลางแจ้งให้มากที่สุด โดยทรงจัดที่ทาง สิ่งก่อสร้าง และอุปกรณ์ให้ทีละเล็กละน้อย สิ่งแรกที่ทรงสร้างขึ้นคือที่เล่นทราย ทรงเล่าว่าเมื่อเทน้ำลงในทราย น้ำก็ซึมหายไปหมด จึงย้ายกันออกมาเล่นข้างนอก ขุดคลองในดิน นำน้ำมาใส่ ให้มาไหลในคลอง นำกิ่งไม้มาประดับ แล้วทรงบันทึกว่านี่คือการสัมผัสครั้งแรกกับงานชลประทาน และการปลูกป่า"
 
 
การเปิดโอกาสให้เด็กเล่นกับธรรมชาติที่สามารถสัมผัสได้ เช่น ทราย นี้ เด็กยังได้ข้อมูลพื้นฐานของทุกศาสตร์ ไม่ว่าจะเป็น คณิตศาสตร์ วิทยาศาสตร์ เข้าไปสะสมในธนาคารความจำโดยอัตโนมัติ ทั้งในเรื่องของลักษณะทราย น้ำหนัก ชนิดของทราย การก่อ ปั้น หรือพิมพ์ขึ้น เหล่านี้คือข้อมูลที่นำไปสู่ความเข้าใจ และการเรียนรู้ได้เป็นอย่างดี
 และเมื่อสามารถเล่นอย่างเป็นสุข มีความสนุก พอใจ เพลิดเพลิน เด็กจะสามารถเรียนรู้สิ่งต่าง ๆ ได้ผ่านการเล่นนั้น ๆ ได้อย่างเต็มที่ และถือเป็นอีกหนึ่ง "อาหารใจ" ที่ได้รับ เพื่อนำไปเสริมสร้างพัฒนาการร่วมกับ "อาหารกาย"
  

 เล่นตามรอยพระยุคลบาทเริ่มต้นอย่างไร


จากข้อมูลในหนังสือเล่นตามรอยพระยุคลบาทได้ระบุถึงแนวทางในการจัดการเล่นที่เหมาะสมต่อพัฒนาการในเด็กเอาไว้ว่า ควรเริ่มต้นจาก การจัดสภาพแวดล้อม เตรียมของเล่น และมีปฏิสัมพันธ์ที่เหมาะสม เพื่อเสริมสร้างพัฒนาการเด็ก โดยต้องคำนึงถึงการมีธรรมชาติที่หลากหลาย มีบริเวณที่เพียงพอสำหรับการเคลื่อนไหว อากาศถ่ายเทได้ดี ไม่มีมลภาวะทางเสียงหรือทางอากาศ มีแสงสว่างที่พอดี และเหมาะสม มีรั้วรอบขอบชิด และมีผู้ดูแล


ศาสตราจารย์เกียรติคุณ แพทย์หญิงคุณสาคร ธนมิตต์

จากนั้นต้องจัดหาของเล่น และวิธีการเล่นที่เหมาะสมกับความสามารถ และความถนัดของเด็ก เพื่อเพิ่มพูนศักยภาพของสมองเด็กแต่ละคน โดยเปิดโอกาสให้เด็กได้เลือกเล่นอย่างอิสระ ผู้ปกครองมีหน้าที่คอยสังเกต และค้นหาศักยภาพในการเรียนรู้ และความถนัดเฉพาะตัวของเด็ก และหาทางพัฒนาศักยภาพนั้นให้เพิ่มพูนยิ่ง ๆ ขึ้นไป รวมถึงปกป้องเด็กไม่ให้เกิดอันตราย และดูแลความปลอดภัยตลอดเวลา

แนวทางการดูแล "อาหารกาย-ใจ"

หลังจากกล่าวถึงเรื่องของอาหารใจสำหรับนำไปพัฒนาสมองแล้ว อาหารกายก็เป็นสิ่งที่จำเป็น และสำคัญสำหรับเด็กด้วยเช่นกัน โดยในช่วง 6 เดือนแรก อาหารกายที่สำคัญที่สุดคือ "น้ำนมแม่" ซึ่งนอกจากจะมีสารอาหารครบถ้วนแล้ว ยังมีภูมิคุ้มกันโรค ฮอร์โมน เอ็นไซม์ต่าง ๆ ที่จำเป็นต่อเด็กเป็นอย่างมาก

ส่วนในช่วง 6 เดือน - 3 ขวบ เป็นช่วงที่เด็กเริ่มมีพัฒนาการมากขึ้น สิ่งที่เด็กต้องการนอกจากนมแม่แล้วอาจมีอาหารตามวัย และน้ำสะอาดที่เพียงพอ ซึ่งอาจารย์สาครระบุว่า ช่วงวัยดังกล่าวนี้เป็นช่วงที่วิกฤติมากสำหรับเด็กไทย เนื่องจากเด็กมักถูกละเลยมากที่สุด ทั้ง ๆ ที่ช่วงวัยนี้จะเป็นช่วงที่เด็กควรได้รับการพัฒนาด้านกล้ามเนื้อ การเคลื่อนไหวร่างกาย และความสนใจในสิ่งต่าง ๆ เป็นพิเศษ

สำหรับเด็กในช่วง 3 - 6 ปีนั้น จะเริ่มมีอาหารกาย 5 หมู่มากขึ้น โดยอาจให้รับประทานโปรตีนจากปลา ไข่ เนื้อสัตว์ไม่ติดมัน ถั่วเมล็ดแห้งหรือเต้าหู้ ดื่มนม ปลาตัวเล็ก เพื่อให้ได้แคลเซี่ยม กลุ่มของผักสีเขียว และผักสีเหลืองส้ม ผลไม้รสไม่หวานจัด หลีกเลี่ยงน้ำหวานน้ำอัดลม อาหารรสจัด ถือเป็นอีกหนึ่งช่วงสำคัญที่ผู้ปกครองจะสามารถฝึกวินัยการรับประทานอาหารของเด็กอย่างเหมาะสมได้ 

ที่มา 
http://www.boybdream.com/manager-news-c ... ewid=14828
http://dukduislipper.spaces.live.com/bl ... !244.entry

http://dukduislipper.spaces.live.com/bl ...!330.entry

ข้อมูลเพิ่มเติมจากคูณ  peacelove เกี่ยวกับหนังสือเล่มนี้

สสอน. สำนักส่งเสริมอัจฉริยภาพ และนวัตกรรม นั้นส่วนหนึ่งได้เปลี่ยนเป็น โครงการการจัดการเรียนรู้ตามหลักการพัฒนาสมอง ภายใต้สำนักงานบริหารและพัฒนาองค์ความรู้(หรือ okmd ที่มีสโลแกนว่า กระตุกต่อมคิดน่ะค่ะ) และย้ายที่อยู่จากตึกคิวเฮาส์มาอยู่ที่ตึก ออลซีซันนะคะ (เป็นหน่วยงานของรัฐภายใต้สังกัดองค์การมหาชนนะคะ)

หลายๆท่านคงสงสัยว่าจะบอกทำไม ที่ชี้แจงเพราะว่าเดิมหนังสือนั้นมีให้ดาวน์โหลดค่ะ ที่ เว็บ igil ปัจจุบันเว็บได้ปิดไป เพราะการแยกส่วนงาน ทางโครงการการจัดการเรียนรู้ตามหลักการพัฒนาสมอง (ยาวเหลือเกินขออนุญาตเรียกว่า bbl นะคะ)กำลังพัฒนาเว็บใหม่ ที่ชื่อ http://bbl.okmd.or.th โดยนำเนื้อหาเกี่ยวกับการพัฒนาเด็กตามหลักการพัฒนาสมองบางส่วนซึ่งเขียนโดยผู้เชี่ยวชาญ และผู้ทรงคุณวุฒิที่ช่วยจัดทำหนังสือเล่นตามรอยพระยุคลบาทมาจากเว็บเดิม แต่ในส่วนของหนังสือที่คุณแม่หลายท่านต้องการนั้น ยังไม่ได้มีการนำมาลงค่ะ :oops: และยังไม่ทราบว่าจะมีการดำเนินงานในส่วนการดาวน์โหลดต่อไปอย่างไร หรือมีหนังสือเหลืออยู่บ้างหรือไม่ 
ซึ่งดิฉันจะสอบถามเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง และมาอัพเดทข่าวคราวให้ทราบกันต่อไปนะคะ :D 
หนังสือผลิตเพื่อแจกจ่าย(ไม่จำหน่าย)ในจำนวนที่จำกัด ส่วนมากจะแจกจ่ายไปตามส่วนงานราชการค่ะ 

 

นอกจากนี้ ยังมีหนังสือที่เกี่ยวข้องและบทความที่เกี่ยวข้องอื่นๆ เช่น 

 

สิทธิและการปกป้องสิทธิในการเล่นของเด็ก
นายธีรภัทร ชโลปถัมภ์ นักจัดการความรู้

The International Play Association ( IPA ) เป็นองค์กรเอ็นจีโอระหว่างประเทศ มีวัตถุประสงค์ในการปกป้องและส่งเสริมสิทธิในการเล่นของเด็ก มีสมาชิก 40 ประเทศทั่วโลก ได้ประกาศสิทธิในการเล่นของเด็กในเดือนพฤศจิกายน พ.ศ.2520 ว่าการเล่นมิใช่เพียงการมีสนามเด็กเล่นที่ปลอดภัย แต่จะต้องปกป้องสิทธิในการสำรวจและการค้นพบอย่างอิสระทั้งทางกายภาพและสังคมรอบๆตัวเด็กด้วย ซึ่งจะเป็นรากฐานสำหรับพัฒนาการของเด็กและเป็นกุญแจสำคัญในการสร้างจิตสำนึกให้กับเด็ก

เปียเจท์ (1962) ได้เสนอความเห็นไว้ว่า “การเล่นจะกระตุ้นให้เด็กได้ทำในสิ่งที่พอใจ และทำให้เขาได้เป็นส่วนหนึ่งของสิ่งแวดล้อม”

การเล่นของเด็กเป็นกระบวนการสำคัญในการพัฒนาเด็กให้เป็นไปตามลำดับขั้นของการพัฒนาการตามวัยโดยมีผู้ใหญ่เป็นผู้กระตุ้น สนับสนุน ดูแลความปลอดภัย (การเล่นของเด็กที่แท้จริงต้องมาจากความต้องการเล่นของเด็กเอง) เด็กก็สามารถเรียนรู้และพัฒนาตนเองผ่านการเล่นได้อย่างไม่มีขีดจำกัด

เด็กกับการเล่นเป็นของคู่กัน ถ้าเราเห็นความสำคัญในเรื่องนี้ ก็ควรที่จะสนับสนุนให้เด็กได้เล่นอย่างอิสระ เป็นโอกาสที่เด็กจะได้เรียนรู้ประสบการณ์ต่างๆด้วยตนเองเพราะว่าวัยเด็กเป็นวัยที่สำคัญที่สุดของชีวิต การเจริญเติบโตของเด็กและการพัฒนาการด้านต่างๆทำให้เด็กมีบุคลิกภาพที่เหมาะสมในอนาคตโดยมีสาเหตุมาจากการเรียนรู้และการเล่นที่ช่วยเพิ่มประสบการณ์ในชีวิตของเด็กในวัยต่างๆกัน การเล่นของเด็กจะเปลี่ยนไปตามวัย เมื่อเด็กโตขึ้นการเล่นจะลดลงเพราะมีภาระกิจอื่นเข้ามาแทรก

ประโยชน์ที่ได้จากการเล่นนอกจากความสนุกสนานแล้วเด็กก็ได้เรียนรู้ถึงการปรับตัวเข้ากับสังคมสิ่งแวดล้อมและอยู่ในสังคมได้อย่างมีความสุข ซึ่งความสำเร็จในชีวิตของคนเรา ตลอดจนความแตกต่างด้านบุคลิกภาพล้วนมีรากฐานที่ได้มาจากการเล่นในวัยเด็กทั้งสิ้น 



“ใบหน้าที่ยิ้มแย้ม และเสียงหัวเราะของเด็กเป็นตัวบ่งบอกถึงการเล่นที่ประสบผลสำเร็จ” 


ตรวจสอบพัฒนาการของลูกได้นะคะ และหาแววว่าลูกของเรามีศักยภาพทางด้านไหน ถ้าไม่เก่งเลขก็ตีประคองไป ถ้าเก่งภาษาเอาให้เลิศค่ะ ... องค์กร Worldbank, FAO , UN รอคนไทยอยู่ค่ะ.. ถ้าเก่งกีฬา ก็ไปให้สุด โลกรอนักกอล์ฟ อาชีพจากเมืองไทย.. นักเทนนิสระดับโลก ถ้าเก่งดนตรี ขอให้น้องแซง Vanessa May ไปเลยค่ะ.. .. ถ้าน้องเจ๊าะแจ๊ะ รักงานบริการ โรงแรมระดับโลกรอให้คุณไปร่วมงานด้วยอยู่... โลกนี้มีทางเลือกให้เราตั้งเยอะ หาน้ำซุปให้เจอ สูตรลับอยู่ที่แม่เองค่ะ..

ตรวจสอบพัฒนาการลูกที่เหล่านี่ค่ะ

http://en.wikipedia.org/wiki/Child_development_stages

http://www.med.umich.edu/yourchild/topics/devmile.htm 

 

การสร้างศักยภาพสูงสุดในการเรียนรู้ของมนุษย์
นายธีรภัทร ชโลปถัมภ์ ตำแหน่งนักจัดการความรู้
สถาบันส่งเสริมอัจฉริยภาพและนวัตกรรมการเรียนรู้ (สสอน.) มีโอการร่วมงานและฟังการบรรยายของศาสตราจารย์เกียรติคุณนายแพทย์ประเสริฐ บุญเกิด วิทยากรผู้เชี่ยวชาญด้านสมอง และเป็นผู้เขียนหนังสือ “เล่นตามรอยพระยุคลบาท” ทำให้ได้รับความรู้และเห็นความสำคัญของการพัฒนาเด็กโดยคำนึงถึง “ระบบลิมบิก” มากขึ้น ขณะที่เด็กเพลิดเพลินและมีความสุขสนุกสนาน สมองจะหลั่งสารเอนโดฟีน (endorphin) ที่เป็นเคมีเชื่อมต่อการทำงานระหว่างเซลสมอง สมองจะ “เปิดเต็มที่” เพื่อบันทึกองค์ความรู้ สมองจะจำได้ง่าย จำได้มาก จำได้กว้าง จำได้ลึกและละเอียดในขณะที่เด็กมีความสุข การจำได้ดีย่อมดึงข้อมูลต่างๆ กลับออกมาใช้งานได้ง่าย รวดเร็วและถูกต้อง นอกจากนี้ อารมณ์มีความผูกพันกับสมาธิอย่างแนบแน่น อารมณ์ดีสมาธิก็ดี อารมณ์ไม่ดีสมาธิก็ไม่ดีด้วย จะเห็นได้ว่า มิติด้านจิตใจเป็นบ่อเกิดของการเรียนรู้ของสมองที่สำคัญยิ่ง
สสอน.เป็นหน่วยงานที่รับผิดชอบเรื่องการวิจัยและพัฒนา เพื่อสร้างและส่งเสริมกระบวนเรียนรู้ตามฐานการเรียนรู้ของสมอง หรือ Brain-based Learning (BBL) เพื่อใช้ความรู้ ความเข้าใจ เกี่ยวกับสมอง เป็นเครื่องมือในการออกแบบกระบวนการเรียนรู้ และกระบวนการอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องเพื่อการสร้างศักยภาพสูงสุดในการเรียนรู้ของมนุษย์ จึงได้ผลิตสื่อเพื่อเผยแพร่องค์ความรู้เรื่อง “เล่นตามรอยพระยุคลบาท”โดยอ้างอิงจากสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี กับการอบรมเลี้ยงดู พระโอรส และพระธิดา
“ทรงจัดสภาพแวดล้อมและประสบการณ์แก่พระโอรสและพระธิดาอย่างมีคุณภาพ”
“ทรงส่งเสริมพัฒนาการทุกด้านอย่างถูกหลักด้านร่างกายทรงเน้นการอนามัย และโภชนาการซึ่งเป็นพื้นฐานที่สำคัญยิ่งของการพัฒนาร่างกายและความเจริญเติบโตของสมอง”
สถานที่ทรงเล่นจริงในวังสระปทุม เพื่อเป็นตัวอย่าง เพื่อให้ประชาชนทั่วไปได้มีโอกาสเล่น และเป็นต้นแบบเรียนรู้ที่จะสามารถนำไปประยุกต์ใช้ได้ในสถานที่ต่าง ๆ ในส่วนการศึกษาเล่าเรียน และความประพฤติ การปฏิบัติพระองค์ โดยพระกิจวัตรดังกล่าวส่งเสริมการพัฒนาการตามหลักพัฒนาการเรียนรู้ของสมอง สามารถนำมาอธิบายให้ประชาชนเข้าใจได้เป็นอย่างดี ถึงผลที่เกิดขึ้นในอนาคต ตามหลักการพัฒนาการของสมอง
“จากของเล่น พัฒนาเป็นของจริง ”
สสอน. มีโครงการจัดตั้งอุทยานวิทยาการสมองและการเรียนรู้ หรือ Brain-based Learning Resource Center โดยโครงการ “เล่นตามรอยพระยุคลบาท” นี้เป็นนิทรรศการแสดงองค์ความรู้ ( ฐานที่ 2 : การเล่นเพื่อพัฒนาศักยภาพสมอง ) ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งขององค์ความรู้จำนวน 15 ฐานความรู้ โดยจะนำเสนอในรูปของนิทรรศการ / สื่อ / หนังสือคู่มือ เพื่อเผยแพร่องค์ความรู้ที่เป็นประโยชน์นี้ออกสู่สาธารณะ
วัตถุประสงค์ของการจัดทำหนังสือ
· เทิดพระเกรียติ สมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี และพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว
· แหล่งเล่น แหล่งเรียนรู้ ตามแนวทาง Brain-based Learning สำหรับเด็กวัย 0-19 ปี
· พัฒนาทัพยากรบุคคลของชาติให้มีศักยภาพสูงสุด พร้อมในการแข่งขันกับนานาอารยประเทศ

สามารถหายืมหนังสืออ่านได้ที่ ห้องสมุดสถาบันวิจัยจุฬาภรณ์ค่ะ

http://www.lib.cri.or.th/bk/2009/09/t00569e.html 

General

พอถึงช่วงต้นปีแบบนี้ทีไร เห็นแม่ๆหลายคนตั้งคำถามมากมายเกี่ยวกับการหาเลือกโรงเรียนอนุบาลให้ลูกๆ

เราเลยนั่งเซริชๆ เจอ checklist จากเว็บ tataya ที่คุณแม่คนนึงทำไว้ http://www.tataya.com/aaa/survey_school.htm

 

แล้วมาเพิ่มเติมหัวข้อที่ตัวเองต้องการและ concern ในเรื่องนั้นๆ ลงไป

 

 

Topics

S1

S2

S3

ค่าใช้จ่าย




ค่าแรกเข้า




ภาคการศึกษา/ปี




ค่าใช้จ่ายต่อเทอม

- ภาคปรกติ

- EP




ค่าใช้จ่ายอื่นๆ : ค่าว่ายน้ำ, ค่าครูต่างประเทศ, ค่าเรียนดนตรีพิเศษ, ค่าดูแลหลังเลิกเรียน, ค่าชุดงานปีใหม่, ค่าชุดงานวันแม่, เงินพิเศษสำหรับการบริการพิเศษ ค่ารถรับส่ง ค่าอาหารกลางวัน








แนวการสอน/หลักสูตร




ชื่อเสียงที่ผ่านมา : ความเห็นผู้ปกครองของเด็กเก่า, ถ้วยรางวัล ประกาศนียบัตรต่าง ๆ ที่ผ่าน




แนวการสอน / หลักสูตร ที่โรงเรียนประกาศไว้ : บางโรงเรียนประกาศแนวการสอนที่ชัดเจน ต้องพิจารณาว่าเป็นแนวที่เราต้องการให้ลูกเรียนหรือไม่, บางโรงเรียนไม่ประกาศชัดเจนก็ต้องดูภาพรวม ๆ ว่าเป็นแนวที่เราต้องการหรือไม่




กิจกรรมเสริมทักษะ : การจัดกิจกรรมให้เด็กแสดงออก เช่น วันไหว้ครู, วันเด็ก, วันแม่, วันปีใหม่ มีการกระจายเด็กหรือเกาะกลุ่ม




การสอนทักษะด้านต่างๆ

ศิลปะ

ภาษา

คณิตศาสตร์

mindmap

ภาษาอังกฤษ

ชีวิตประจำวัน :การใช้ชีวิตร่วมกับผู้อื่น, การเข้าแถวเคารพธงชาติ เข้าชั้นเรียน รับประทานอาหาร, การจัดวางรองเท้าหน้าห้องเรียน, การจัดเก็บอุปกรณ์การเรียน อุปกรณ์การนอน




บุคลากรใน รร.




การดูแลเอาใจใส่ของครู / ครูผู้ช่วย : การรับเด็กตั้งแต่หน้าประตูโรงเรียน, การที่เด็กอยากไปโรงเรียนหรือไม่อยากไป, ครูเวรที่ดูแลเด็กตามจุดต่าง ๆ ก่อนโรงเรียนเข้าหรือหลังเลิกเรียน, สมุดงานของเด็กมีการตรวจหรือไม่อย่างไร




อัตราครูต่อเด็ก : เด็กกี่คนต่อห้อง, ปกติจะมีครู 1 คนและครูผู้ช่วยอีก 1 คน,




ทีมงานบริหาร : จบการศึกษาเด็กเล็กมาหรือไม่, มีพื้นฐานด้านเด็กเล็กมาบ้างหรือไม่, มุ่งด้านธุระกิจมาเกินไปหรือไม่




ทีมงานเบื้องหลังอื่น ๆ เช่น นักการภารโรง, แม่ครัว, คนขับรถ : เป็นเรื่องไม่เคยละเลยที่จะสังเกต, เป็นคนมีเมตตาและอ่อนโยนต่อเด็กหรือไม่, อายุมากหรือวัยรุ่น, ผู้ชายหรือผู้หญิง, แต่งตัวสะอาดและเรียบร้อยหรือไม่








สถานที่/อุปกรณ์/สื่อการสอน




ห้องเรียน : การถ่ายเทอากาศ, โต๊ะ, เก้าอื้, สื่อพื้นฐาน




จำนวนนักเรียนในโรงเรียน/ขนาดพื้นที่

-แยกเด็กเล็ก /เด็กโต หรือไม่




อุปกรณ์การเรียนการสอน : มีมากน้อยเพียงไร, มีแล้วเอามาใช้หรือไม่

ห้องสมุด : กิจกรรมสนับสนุนการรักการอ่านของเด็กๆ




ความปลอดภัยของอาคาร / สถานที่ : สุขภัณฑ์ห้องน้ำเหมาะสมกับเด็กเล็กหรือไม่, ประตูห้องน้ำล๊อคได้หรือไม่, ระเบียงชั้นบนมีกันปีนหรือไม่, ถ้าโรงเรียนติดถนน มีประตูป้องกันไม่ให้เด็กเปิดเองหรือไม่, ทางออกฉุกเฉิน ไฟฟ้าฉุกเฉิน กรณีเพลิงไหม้




ห้องนอนกลางวัน : รวมกับห้องเรียนหรือแยก, การถ่ายเทของอากาศ, การจัดเก็บและความสะอาดของอุปกรณ์การนอน, เสียงอึกทึกจากรอบข้างหรือไม่




สนามเด็กเล่น : มีหรือไม่, พื้นที่สมดุลย์กับปริมาณเด็กหรือไม่, เครื่องเล่นเสริมพัฒนาการของเด็กหรือไม่, ความปลอดภัยของเครื่องเล่น เช่น การมีคมของโลหะ การยึดตรึงเครื่องเล่น สีที่ใช้กับเครื่องเล่น ความสะอาด




การเดินทาง : เดินไปหรือต้องนั่งรถ, , ถ้าขับรถไปส่งเอง โรงเรียนมีที่จอดรถหรือไม่, มีเจ้าหน้าที่ของโรงเรียนมารับจากรถหรือไม่

ระยะทาง: ....กม จากบ้าน

ใช้เวลา :.....นาที

ค่าใช้จ่ายในการเดินทางโดยประมาณ








บริการเสริมอื่น ๆ




บริการรถรับ-ส่ง : รถรับส่งเป็นของโรงเรียนเองหรือไม่, สภาพรถรับส่ง, บุคคลิกคนขับรถ, ระยะเวลาที่เด็กต้องนั่งรถรับส่งทั้งขอไปและขากลับ (เช่น ถ้าลูกของเราเป็นคนแรกที่รถมารับ กว่าจะตะเวนรับเด็กครบ อาจจะเป็นเวลามากกว่าชั่วโมงก็ได้)




 

การดูแลสุขภาพ : มีพยาบาลประจำที่โรงเรียนหรือไม่, มีการตรวจสุขภาพประจำปีหรือไม่, การดูแลยามเด็กป่วย เช่น การฝากป้อนยาให้เด็ก,




อาหารการกิน : เมนูอาหารประจำวันเป็นอย่างไร อาหารว่าง อาหารกลางวัน อาหารเสริม, อาหารครบ 5 หมู่หรือไม่, รสชาติเหมาะกับเด็กหรือไม่, สะอาดเพียงพอหรือไม่, บุคคลากรเกี่ยวกับอาหารเข้าใจเรื่องอาหารเด็กเล็กมากน้อยเพียงไร, ผู้บริหารสนใจเรื่องนี้หรือไม่




การสื่อสารระหว่างโรงเรียนและบ้าน : การแจ้งข่าวประจำวันของเด็กให้ทางบ้านทราบ, การตอบคำถามที่ผู้ปกครองสงสัยทุกระดับชั้น คือ ตั้งแต่ครูผู้ช่วย ครู ครูใหญ่ และผู้บริหาร




กิจกรรมที่ผู้ปกครองมีส่วนรวม มาก/น้อย




รับฝากดูแลหลังเลิกเรียนหรือไม่ ในกรณีที่ผู้ปกครองติดธุระ

























สำหรับตัวไฟล์ สามารถโหลดได้ ที่นี่ 
 
ขอให้สนุกสนานกับการเลือกโรงเรียนให้ลูกสุดเลิฟนะคะ อิอิอิ