| Article Index |
|---|
| เล่นตามรอยพระยุคลบาท |
| 2 |
| 3 |
| All Pages |
Page 1 of 3
ที่มา http://mamycenter.com/index.php?option=com_wrapper&view=wrapper&Itemid=150 ต้องขอบคุณพี่ปอ ผู้ provide content อันนี้ คุณ atom ผู้จุดประกายกระทู้ และแม่ๆ คนอื่นที่ร่วมแสดงความคิดเห็น มา ณ ที่นี้

จากมุมมองของสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจ และสังคมแห่งชาติได้ระบุไว้เกี่ยวกับปัญหาที่บั่นทอนศักยภาพของเด็ก และเยาวชนไทยในปัจจุบันมีด้วยกัน 5 ด้านได้แก่ ด้านความฉลาด โดยเฉพาะความฉลาดทางด้านอารมณ์ (EQ) ที่มีปัญหา เด็กเริ่มมีการใช้ความรุนแรง รังแก เพื่อน ทำร้ายสัตว์ ขณะที่ความฉลาดทางด้านสติปัญญา หรือ IQ นั้นก็พบว่า เด็กยิ่งโต ก็ยิ่งมีไอคิวลดลงประเด็นที่สองเป็นเรื่องปัญหาทางด้านโภชนาการ เด็กบริโภคอาหารสำเร็จรูป และฟาสต์ฟู้ดมากขึ้น ทำให้ร่างกายได้รับน้ำตาล - เกลือ - แป้งขัดขาว - ไขมัน มากเกินความต้องการ และนำมา ซึ่งปัญหาทางสุขภาพ ขณะเดียวกัน ก็ยังมีเด็กที่ขาดแคลน และประสบปัญหาภาวะโภชนาการขาด ไม่ว่าจะมาจากปัญหาความยากจน หรือการไม่มีผู้ปกครองดูแลเอาใจใส่อยู่ด้วยเช่นกัน
ประเด็นที่สามได้แก่ปัญหาคุณภาพทางการศึกษา ซึ่งผลสัมฤทธิ์ทางการศึกษาใน 4 วิชาหลัก ได้แก่ ภาษาไทย ภาษาอังกฤษ คณิตศาสตร์ และวิทยาศาสตร์ต่ำกว่าร้อยละ 50 มาโดยตลอด ขณะที่โรงเรียนที่มีคุณภาพยังมีครูเพียง 1 ใน 3 ที่มีวุฒิการศึกษาตรงกับวิชาที่สอน ส่วนโรงเรียนในพื้นที่ห่างไกลนั้น ต้องขาดแคลนครูมาตลอด
ประเด็นที่สี่เป็นปัญหาเด็กด้อยโอกาสที่เพิ่มมากขึ้น เด็กเร่ร่อน และถูกทอดทิ้งเพิ่มขึ้นจากราว 35 คน ต่อแสนคน เป็น 49 คนต่อแสนคน ซึ่งเด็กเหล่านี้มีความเสี่ยงต่อการกระทำความผิดสูง นอกจากนั้น เด็กในสถานพินิจฯ เพิ่มขึ้นจากประมาณ 36,000 คนในปี 2548 เป็น 48,000 คนในปี 2549 โดยความผิดที่เด็กสร้างขึ้นมักเกี่ยวกับทรัพย์สิน และยาเสพติด
ประเด็นสุดท้าย ซึ่งถือเป็นสิ่งที่วิกฤตมากที่สุดคือเรื่องของค่านิยม คุณธรรม จริยธรรม และพฤติกรรมเสี่ยง เด็ก ๆ มีเพศสัมพันธ์ก่อนวัยอันควร นิยมใช้สินค้าฟุ่มเฟือย มั่วสุมอบายมุข แต่งกายไม่เหมาะสม ซึ่งมีสาเหตุสำคัญมาจากครอบครัวขาดความอบอุ่น ความเชื่อความศรัทธาเกี่ยวกับครอบครัวของวัยรุ่นมีน้อยลง ประกอบกับได้รับการกระตุ้นจากสื่อที่ไม่เหมาะสม
จากปัญหาทั้ง 5 ข้อนี้ จะเห็นได้ว่าทุกข้อนั้น เป็นสิ่งที่สำคัญเร่งด่วน และต้องหาทางแก้ไข เพื่ออนาคตของประเทศชาติ ซึ่งศาสตราจารย์เกียรติคุณ แพทย์หญิงคุณสาคร ธนมิตต์ ที่ปรึกษาอาวุโส สถาบันวิจัยโภชนาการ มหาวิทยาลัยมหิดล หนึ่งในคณะทำงานของสถาบันส่งเสริมอัจฉริยภาพ และนวัตกรรมการเรียนรู้ (สสอน.) และหนึ่งในผู้ดูแลโครงการผลิตหนังสือ "เล่นตามรอยพระยุคลบาท" กล่าวให้สัมภาษณ์เป็นการพิเศษถึงแนวทางในการแก้ไขว่า
"หลายครั้งที่พ่อแม่ละเลยรูปแบบการเลี้ยงดูของบรรพบุรุษในอดีต หันไปนิยมของเล่นราคาแพง หรือการเรียนพิเศษ เพื่อพัฒนาอัจฉริยภาพของเด็ก แต่ต้องอย่าลืมว่า หัวใจสำคัญของการพัฒนาคือการส่งเสริมให้เด็กเล่นอย่างอิสรเสรี เล่นกับธรรมชาติ ให้เด็กได้มีปฏิสัมพันธ์กับธรรมชาติที่มีชีวิต ไม่ว่าจะเป็นพ่อแม่ ปู่ย่าตายาย"
"นอกจากนั้น เด็กต้องการสายใยรัก ถ้าเขาได้ดูดนมแม่ ความรักตรงนี้จะเป็นพลังที่แรงมาก พลังนี้เป็นตัวสร้างคุณธรรม จริยธรมในเด็กในเวลาต่อมา ถ้าเด็กได้รับความอบอุ่นนี้อย่างต่อเนื่องจนถึงช่วงวัย 6 เดือนแรกเขาจะมีความมั่นคงทางจิตใจมากกว่าเด็กที่ขาด และความมั่นคงทางจิตใจนั้นจะส่งผลต่อระดับคุณธรรมจริยธรรมของเขาเมื่อเติบโตขึ้น
อาหารสมองเติมได้ผ่านการเล่น
การมองหาแนวทางในการพัฒนาศักยภาพของสมองเด็กเริ่มมีขึ้นอย่างต่อเนื่องในกลุ่มผู้ปกครองยุคใหม่ โดยหลังจากที่มีการเปิดเผยความลับอัจฉริยภาพของมนุษย์ที่แอบซ่อนอยู่ใต้อวัยวะที่มีชื่อว่า "สมอง" ออกมาอย่างต่อเนื่องนั้นจะพบว่า ด้วยจำนวนเซลล์ถึงหนึ่งแสนล้านเซลล์ หน่วยความจำ 280 ล้านล้านหน่วย สมองสามารถเรียนรู้ได้ตลอดชีวิต อีกทั้งในเชิงทฤษฎียังระบุไว้ด้วยว่า ด้วยความลับของสมองดังที่กล่าวมา มนุษย์มีศักยภาพมากพอที่จะเรียนรู้ภาษาทุกภาษาของทุกเผ่าพันธุ์ในโลก ซึ่งการเรียนรู้นี้จะเริ่มขึ้นตั้งแต่เด็กอยู่ในครรภ์มารดาประมาณ 7 เดือน
อย่างไรก็ดี การทำงานของสมองก็มีทั้งช่วงที่เปิด และปิด ซึ่งหากถูกปิดไปแล้วจะทำให้เด็กพลาดโอกาสในการเรียนรู้ไปได้ การจะทำให้สมองของเด็กเปิดออกสามารถเรียนรู้สิ่งต่าง ๆ ได้ต้องเข้าใจธรรมชาติของสมองส่วน "ลิมบิก" (Limbic system) ซึ่งเป็นสมองที่ควบคุมด้านอารมณ์ และเป็นสมองส่วนที่ใช้มากในวัยเด็ก
"ถ้าเด็กได้รับวาจาที่สร้างสรรค์ สัมผัสอบอุ่น สมองลิมปิกเขาจะเปิด แต่ถ้าเด็กถูกขู่เข็ญ ตำหนิ ทำโทษ เครียด สมองจะปิดทันที ถ้าผู้ปกครองไม่เข้าใจ ทำให้สมองเด็กปิดอยู่เรื่อย ก็จะเป็นผลร้ายกับพัฒนาการของเด็กในอนาคต คณะทำงานของโครงการหนังสือเล่นตามรอยพระยุคลบาท จึงไม่สงสัยเลยว่า พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงมีอัจฉริยภาพมากมาย เพราะทรงได้รับอาหารใจเต็มที่ อาหารกายก็เต็มที่ จากแนวทางการเล่นของพระองค์ท่าน สอดคล้องกับหลักการของ ฺBrain-based Learningหมดเลย (หลักการเรียนรู้ของสมองที่สอดคล้องกับการพัฒนาการด้านโครงสร้าง และการทำงานของสมอง) อีกทั้งการเล่นตามรอยพระยุคลบาทเป็นการเล่นที่แทบไม่ต้องลงทุนเรื่องเงิน หากแต่สอดคล้องกับธรรมชาติการพัฒนาของเด็ก ทั้งทางร่างกาย และจิตใจ "
ทั้งนี้ ของเล่นที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงเล่นเมื่อครั้งทรงพระเยาว์เป็นของเล่นที่มีตามธรรมชาติ เช่น ทราย ดิน ก้อนกรวด น้ำ ลม ต้นไม้ ใบไม้ ลูกมะพร้าว หรือสิ่งประดิษฐ์ของชาวบ้าน เช่น นกกระดาษ ปลาตะเพียนใบลาน ม้าก้านกล้วย รูปปั้นดินเหนียว สีเทียน สีน้ำ เศษผ้า กระดาษสี หรือของเล่นจำลองที่มีขายทั่วไป เช่น ตุ๊กตา จักรยาน เครื่องเล่นสนาม ฯลฯ"อาจารย์ประเสริฐ บุญเกิด ซึ่งท่านเป็นหัวหน้าคณะทำงานได้เอ่ยตอนที่เราประชุมระดมสมองกันมาประโยคหนึ่งว่า ท่านวิเคราะห์ดูแล้ว สมเด็จพระมหิตลาธิเบศอดุลยเดชวิกรมพระบรมราชชนก และสมเด็จพระศรีพัชรินทราบรมราชชนนีทั้งสองพระองค์เป็น "พระปรมาจารย์ผู้บุกเบิก" นำองค์ความรู้เรื่องการพัฒนาสมองที่สอดคล้องกับหลักวิชาการเรื่อง Brain-based Learning มาใช้ในการเลี้ยงพระธิดา พระโอรสเมื่อ 60 ปีก่อนที่ผู้เชี่ยวชาญด้านสมอง และนักการศึกษาจะเริ่มสนใจค้นพบ และเข้าใจเรื่องของการพัฒนาสมองเสียอีก"
นอกจากนี้ อาจารย์สาครยังกล่าวถึงแนวทางของสมเด็จพระศรีพัชรินทราบรมราชชนนีเกี่ยวกับการอนุญาตให้พระโอรสพระธิดาทรงเล่นกับธรรมชาติกลางแจ้งเอาไว้ด้วยว่า
"บางคนรังเกียจว่าเด็กที่เจริญแล้วไม่เล่นกับดินกับทราย แต่สมเด็จย่าทรงให้พระโอรสพระธิดาทุกพระองค์เล่นกลางแจ้งให้มากที่สุด โดยทรงจัดที่ทาง สิ่งก่อสร้าง และอุปกรณ์ให้ทีละเล็กละน้อย สิ่งแรกที่ทรงสร้างขึ้นคือที่เล่นทราย ทรงเล่าว่าเมื่อเทน้ำลงในทราย น้ำก็ซึมหายไปหมด จึงย้ายกันออกมาเล่นข้างนอก ขุดคลองในดิน นำน้ำมาใส่ ให้มาไหลในคลอง นำกิ่งไม้มาประดับ แล้วทรงบันทึกว่านี่คือการสัมผัสครั้งแรกกับงานชลประทาน และการปลูกป่า"

